เตรียมรับการลงโทษอย่างสาสม ปชป.- เพื่อไทย ขวางกฎหมายกัญชากัญชง

เกิดคำถามขึ้นทันที กับ ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่ยังไม่ทันได้ฟังเหตุผล กฎหมายก็ถูกตีกลับไปเสียเฉย ๆ ส่งผลให้ ในขณะนี้ประเทศไทยไม่มีกฎหมายใด ควบคุมการใช้ กัญชา กัญชง ในทางที่ผิด และอาจจะต้องรอการพิจารณาไปอีกยาวนาน ซึ่งต้องไปถามหาความรับผิดชอบ กับ 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย ที่เป็นโต้โผให้เกิดสถานการณ์อันย่ำแย่ แบบนี้ ขึ้นมา 

ย้อนอดีต ไปเราจะเห็นว่า นโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ในปัจจุบันนี้นั้น เขียนเอาไว้ชัดเจน ในนโยบายเร่งด่วน หมวด 4  “...ต่อยอดภูมิปัญญาและความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน ในการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป รวมทั้งเร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในทางการแพทย์ อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ของประชาชน โดยกําหนดกลไกการดําเนินงาน ท่ีรัดกุม เพื่อมิให้เกิดผลกระทบทางสังคม ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด...”

ซึ่งจะเห็นว่า ตลอด 3 ปี ในการบริหารราชการแผ่นดิน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข จากพรรคภูมิใจไทย ทำหมดแล้ว ต่อยอดภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย หมอพื้นบ้าน นำกัญชา กัญชง มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย เป็นธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้น  เป็นนวัตกรรม ศึกษา วิจัย พัฒนา การใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรทางการแพทย์ อุตสาหกรรมการแพทย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ จนทำให้มีมูลค่าการตลาดมากกว่าแสนล้านบาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพื่มขึ้น

สิ่งที่พรรคภูมิใจไทย กำลังทำคือ การออกฎหมายมาควบคุมการใช้กัญชากัญชงในทางที่ผิด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางสังคม  คือ ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง   แต่กลับถูกขัดขวาง โดยพรรคร่วมรัฐบาล คือ พรรคประชาธิปัตย์  คำถามจึงมีว่าพรรคประชาธิปัตย์ ยังยึดถือนโยบายรัฐบาล เป็นแนวทางการทำงานร่วมกันหรือไม่ 

ส่วน พรรคเพื่อไทย มาเล่นงานกฎหมายที่รับหลักการในวาระที่ 1 ไปแล้ว ไม่แยแส ไม่คุ้มครองสิทธิของพี่น้องประชาชนที่ต้องการปลูกกัญชา กัญชง นับล้าน ๆ คน ถึงขั้นมาแถลงให้นำ กัญชา กัญชง กลับเป็น ยาเสพติด อีกครั้ง 

หากจะย้อนสถานการณ์กลับไป เราจะพบว่า

ร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ…….  เป็นกฎหมายที่ออกมารองรับการเปลี่ยนแปลงประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่ไม่กำหนดให้กัญชา เป็นยาเสพติด และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีมติให้สารสกัดจากกัญชาที่มี THC เกินกว่าร้อยละ 0.2 ของน้ำหนัก เป็นยาเสพติด 

มติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ไม่ได้กำหนดให้พืชกัญชา เป็นยาเสพติด แต่เป็นพืชที่ต้องมีการควบคุมการผลิต และ การนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ตามข้อกำหนดของอนุสัญญาเดี่ยว ของคณะกรรมการควบคุมยาเสพตืดให้โทษ องค์การสหประชาชาติ ซึ่งอนุญาตให้นำพืชกัญชาไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ได้

เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีมติ กฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามในประกาศชื่อยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 จึงไม่มีพืชกัญชา  จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาควบคุมการใช้กัญชา กัญชง เหมือน พ.ร.บ.กระท่อม

กระทรวงสาธารณสุข ได้ศึกษา วิจัย พัฒนา กัญชาทางการแพทย์ มาตั้งแต่ปี 2561 ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ และ ได้พัฒนาการใช้กัญชาทางการแพทย์​มาอย่างต่อเนื่อง จนได้แนวทางการรักษาผู้ป่วย หลายโรค โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท และ การรักษาแบบประคับประคองผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย และ มีการรื้อฟื้น รวบรวม ตำรับยากัญชา ตามตำรับแพทย์แผนไทย และหมอพื้นบ้าน หลายตำรับมาใช้ประโยชน์รักษาผู้ป่วย และได้ขึ้นทะเบียนยากัญชาเป็นบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาสมุนไพร  ผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สามารถเบิกจ่ายจาก สปสช. ได้

การนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ จะลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ได้เป็นจำนวนมาก และ ลดการใช้ยาเคมี มาใช้ยาสมุนไพร ที่มีผลกระทบต่อร่างกาย น้อยลง

กระทรวงสาธารณสุข โดย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเรื่องกัญชาทางการแพทย์ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ที่ได้แถลงไว้กับรัฐสภา ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การศึกษา วิจัย พัฒนา การใช้กัญชา กัญชง ทางการแพทย์  พัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม กระทรวงสาธารณสุข ไม่เคยมีนโยบายสนับสนุน ส่งเสริมการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ และไม่เคยประกาศนโยบายกัญชาเสรี  ตามที่มีการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน 

การเสนอร่างพรบ.กัญชา กัญชง พ.ศ.. เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเสนอร่วมกันของส.ส.ทุกพรรคการเมือง และมีมติรับหลักการเป็นเอกฉันท์ 373 ต่อ 7 เสียง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสภาผู้แทนราษฎร เห็นด้วยกับการออกกฎหมายมาควบคุมการใช้กัญชา กัญชง ซึ่งคณะกรรมการปปส. มีมติให้ถอดออกจากยาเสพติดแล้ว ให้เป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง ใช้ในทางที่เป็นประโยชน์  คือ ใช้ทางการแพทย์ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพ และควบคุมไม่ให้มีการใช้ในแนวทางที่เป็นโทษ เป็นภัยต่อสุขภาพ และ สังคม  ซึ่งการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ มีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หลายด้าน หลายท่าน มาให้ข้อมูล ทั้งประโยชน์ และ โทษ รวมทั้งการสร้างมาตรการ และแนวทางการควบคุมอย่างรัดกุม ซึ่งสามารถปรับแก้ไขเพิ่มเติมได้ หากพบว่ามีข้อมูลใหม่ หรือสถานการณ์ใหม่ ในอนาคต

ร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่ร่างกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย เพราะร่างที่พรรคภูมิใจไทย เสนอ มีเพียง 45 มาตรา  แต่ร่างที่กรรมาธิการ พิจารณาแปรญัตติ และ ส่งกลับมาที่สภาฯ มีจำนวนทั้งสิ้น 93 มาตรา ถือได้ว่าเป็นร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร แล้ว และเป็นร่างกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ควบคุมไม่ให้มีการใช้กัญชา กัญชงในทางที่ผิด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ห่วงผลกระทบทางสังคม จึงควรจะให้การสนับสนุน ให้กฎหมายออกมาบังคับใช้โดยเร็ว ไม่ใช่ขัดขวางการออกกฎหมาย ฉบับนี้ เพราะจะทำให้ไม่มีการควบคุมการใช้กัญชา กัญชง  และอาจจะมีการใช้ในทางที่ผิดได้ หากท่านเป็นห่วงผลกระทบการใช้กัญชา กัญชง จริงๆ ต้องช่วยกันสนับสนุนให้กฎหมายผ่านโดยเร็ว

ส่วนการเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข ประกาศให้กัญชา เป็นยาเสพติด นั้น กระทรวงสาธารณสุข ไม่มีอำนาจประกาศ เป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ซึ่งขอให้ทุกท่านเปิดใจกว้าง พิจารณาอีกมุมหนึ่ง คือ

การถอดกัญชาจากยาเสพติด เพื่อให้ประชาชน ได้ใช้ประโยชน์ ทางการแพทย์ แผนปัจจุบัน แผนไทย และ ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมอพื้นบ้าน ซึ่งมีกฎหมายรองรับ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของประเทศไทย ที่เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากกัญชามาตั้งแต่โบราณ มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บ่งชี้ชัดเจน

การถอดกัญชาออกจากยาเสพติด เพื่อให้นำไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ และสินค้าอื่นๆ จำนวนมาก อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง สมุนไพร ซึ่งมีมูลค่าการตลาดวนประเทศ ปีละหลายหมื่นล้านบาท และในตลาดโลก เป็นหลักหลายแสนล้านบาท

การเดินตามต่างประเทศ ด้วยการจับกัญชาไปเป็นยาเสพติด เท่ากับการปิดพื้นที่การใช้ประโยชน์จากกัญชา กัญชง ตามภูมิปัญญาไทย  ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การทำให้กัญชาเป็นยาเสพติด ส่งผลให้ตำรับยาแพทย์แผนไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่น สูญหายไปเป็นจำนวนมาก การปลดกัญชา ออกจากยาเสพติด  เป็นการเปิดพื้นที่สำหรับภูมิปัญญาไทย

ในหลายประเทศ เปิดให้มีการผลิต จำหน่าย ผลิตภัณฑ์ที่มาจากกัญชา ได้ก่อนประเทศไทย มีการศึกษา วิจัย และพัฒนาพันธุ์ และผลิตภัณฑ์ ก้าวหน้าไปมาก ใช้ประโยชน์ ได้มาก ในขณะที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ ทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิม ทั้งสภาพอากาศ และ การยอมรับของประชาชน  อยู่ที่การสนับสนุนของรัฐบาล และความกล้าหาญที่จะตัดสินใจของฝ่ายนโยบาย ซึ่งรัฐบาลนี้มีนโยบายสนับสนุนการนำกัญชา กัญชง มาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และเศรษฐกิจ โดยมีมาตรการควบคุมผลกระทบทางสังคม

ทั้งนี้เราจะพบข้อมูล ข้อเท็จจริง จาก นพ.กิตติ โล่สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันกัญชาทางการแพทย์ กล่าวว่าจากการเก็บข้อมูลรายงานผู้ป่วยที่เกิดอาการไม่พึ่งประสงค์หรือภาวะพิษเฉียบพลันจากการใช้กัญชา ในห้องฉุกเฉิน ตั้งแต่มิ.ย.- 29 ส.ค.65  ในรพ.สังกัดกรมการแพทย์ 10 แห่ง ,รพ.รัฐ 79 แห่ง และ รพ.เอกชน 1 แห่ง  พบมี 63 คนเป็นการใช้กัญชาเพื่อสันทนา และอีก 19 คน เป็นอื่นๆ โดยพบว่าเมื่อมาถึงห้องฉุกเฉินมีอาการไม่พึ่งประสงค์ตั้งแต่ อาการทางหัวใจ 55 คน ระบบประสาท 47 คน และทางเดินอาหาร 27 คน ทั้งนี้ยืนยันสธ.ไม่สนับสนุนกัญชาเพื่อสันทนาการ แต่หากดูค่าเฉลี่ยใช้ผิดวัตถุประสงค์สันทนาการแค่ เฉลี่ย1-2 คนต่อวัน  ส่วนข้อมูล การบำบัดรักษายาเสพติด 2565 พบว่ายาบ้ายังคงคอมแชมป์ 77% รองลงมายาไอซ์ 4.6% และกัญชา เพียงร้อยละ 4.3

ที่สำคัญพรรคร่วมรัฐบาล อย่าง ประชาธิปัตย์  มีจิตสำนึกในการเคารพนโยบายรัฐบาลของตัวเองหรือไม่ หรือต้องการเพียง เล่นการเมือง เพียงเพราะ อิจฉาตาร้อนที่ "พรรคภูมิใจไทย" มีผลงาน เข้าตาประชาชน ทำงานสำเร็จ ที่เรียกว่า "พูดแล้วทำ" ไม่ใช่พรรคพวกที่ "ดีแต่พูด" ระวังสังคมจะร่วมกันลงโทษ พรรคการเมืองประเภท มือไม่พาย แต่เอาตีนราน้ำ 

เป็นคำถามตัวโต ๆ ที่ค้างคาใจ เมื่อไปดำเนินการที่เล็งเห็นผลได้ว่า จะทำให้เกิดการ ชะลอ การนำกฎหมายนี้มาใช้ กำกับ ดูแล ควบคุม การใช้ประโยชน์จากพืช กัญชา กัญชง ก็เท่ากับว่า เป็นความพยายามของ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ที่จะทำให้กัญชา กัญชง กลับไปเป็น "ยาเสพติด" อีกครั้งหนึ่ง  เป็นการ เขียนด้วยมือ ลบด้วยตีน ตัวเอง หรืออย่างไร