“อนุทิน” ย้ำเป้าหมาย มุ่งปรับโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น

“อนุทิน” ย้ำเป้าหมาย มุ่งปรับโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ขอบคุณคนไทย ให้ความร่วมมือใส่หน้ากากอนามัย เผยข่าวดี ยาสำคัญ 2 ชนิด ราคาต่ำลงมาก ประเทศไทย นำเข้าต่อเนื่อง

11 พฤษภาคม 2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2565 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในการดำเนินมาตรการด้านสุขภาพแก่ชาวไทยมุสลิม ที่จะเดินทางไปประเทศซาอุดิอาระเบีย เพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ อาทิ การฉีดวัคซีน ที่จำเป็น ไปจนถึงแนวทางการดูแลด้านสุขภาพอื่นๆ ในส่วนของการควบคุมโควิด-19 ประเทศไทย ได้รับการยอมรับในเรื่องการจัดการโรคระบาด และเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดี ซึ่ง WHO จะเผยแพร่ให้นานาชาติได้เรียนรู้ สำหรับปัจจัยความสำเร็จประกอบด้วย 5 ประการ ได้แก่  ผู้บริหารประเทศให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหา, มีระบบหลักประกันสุขภาพและการดูแลปฐมภูมิที่ดี, มีความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ อสม. ที่เป็นกำลังสำคัญของสาธารณสุข, ประชาชนและชุมชนมีความเข้มแข็ง และมีการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการโควิด 19 นอกจากนั้น ในที่ประชุม ยังเห็นชอบในแผน ยุทธศาสตร์กำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ 

จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงสถานการณ์โควิด 19 ในประเทศไทย นายอนุทิน ตอบว่า กระทรวงสาธารณสุข ยังมุ่งมั่นปรับโควิด-19 ให้เป็นโรคประจำถิ่นเรามีการคลายล็อก เท่าที่สามารถทำได้ มาตรการเข้าประเทศ ก็ง่ายขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ อย่างล่าสุดการเปิดประเทศที่ผ่านมายกเลิก Test and Go หากนักท่องเที่ยวฉีดวัคซีนโควิดครบ 2 เข็มก็ไม่ต้องกักตัว และไม่ต้องตรวจ RT-PCR ซึ่งมีผู้เดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้นหลายเท่า และจะมีการผ่อนปรนมากขึ้น เช่น การยกเลิกระบบ Thailand Pass เมื่อถึงเวลาเหมาะสม

ทั้งนี้ เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าวันนี้ เวลานี้ โรคโควิด-19 จะเป็นโรคประจำถิ่นเลย มันต้องดูพฤติกรรม และสถานการณ์ เป็นสำคัญ ได้สั่งการนพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค หามาตรการเปิดผับ บาร์ คาราโอเกะ เพื่อให้เกิดความเป็นปกติมากที่สุด แต่ต้องให้ประชาชนตระหนักรู้การใช้ชีวิตในช่วงที่โควิดไม่ได้หายไป ในที่ประชุมได้หารือแผนดำเนินงานมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น และเตียมการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระยะ Post-pandemic เนื่องจากสถานการณ์การติดเชื้อโควิด19 ของประเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่ระยะ ขาลงของการระบาดแล้ว มีผู้ติดเชื้อผู้เสียชีวิตลดลงเร็วกว่าฉากทัศน์ที่คาดการณ์ไว้ 

ส่วนเรื่องการฉีดวัคซีน ก็ยังเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอยู่มาก เพราะวัคซีนสามารถป้องกันการป่วยหนักและเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้รับวัคซีนโควิดครบ 4 เข็มไม่มีอัตราการเสียชีวิตเลย สิ่งสำคัญขอให้กลุ่มเสี่ยง 608 ยิ่งผู้สูงอายุ ยิ่งไม่ได้รับวัคซีนยิ่งเสี่ยง ขอให้มารับวัคซีน โดยเฉพาะบูสเตอร์โดส เนื่องจากผู้เสียชีวิตที่เป็นผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่จะพบว่าได้รับวัคซีนไม่ครบโดส บ้างก็ 1 โดส บ้างก็ 2 โดส ซึ่งไม่เพียงพอ  โดยขอให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสมารับบูสเตอร์ เรื่องของการใส่หน้ากาก ก็มีความจำเป็น ต้องขอขอบคุณคนไทย ที่ยังไม่ละทิ้งในเรื่องนี้ เพราะนอกจากช่วยป้องกันโควิด-19 แล้วยังป้องกันโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ได้ด้วย 

จากนั้น นายอนุทิน ได้กล่าวถึงความพร้อมของเวชภัณฑ์ว่า ประเทศไทยยังนำเข้ายาสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง เป็นข่าวดีที่ตอนนี้ราคายาหลายตัวถูกลงแล้ว อาทิ โมลนูพิราเวียร์ และเรมเดซีเวียร์ เป็นต้น ซึ่งยาบางตัวประเทศไทยสามารถผลิตได้เองด้วย ก็นับว่า มีความมั่นคงในเรื่องนี้มากขึ้นไปอีก ส่วนการที่มีข้อเสนอให้เอกชนรับยาเข้ามาเองได้เลยนั้น ตรงนั้น ต้องขอให้เข้าใจว่าผู้ผลิตจดทะเบียนว่า ยาบางตัว ยังอยู่ในลิสต์ว่าใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงมีข้อจำกัดในการให้เอกชนนำเข้ามาเอง แน่นอนว่า ถ้าผู้ผลิตปลดล็อกตรงนี้แล้ว ภาครัฐก็พร้อมสนับสนุน เพราะถือว่าได้ให้เอกชนได้เข้ามาเพิ่มตัวเลือกด้านเวชภันฑ์แก่ประชาชน