สยามโพสต์ siampost


อย่าแหกคอก ความอดทน มีวินัย จะทำให้ชาติพ้นภัยโควิด -19

Blog Single
หลังจากการทยอยเปิดประเทศ เพื่อให้เกิดความผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ และสังคม ในช่วงเวลาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ได้มีกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ได้แสดงตัวขอเให้ภาครัฐผ่อนคลายมาตรการเพิ่มมากขึ้นไปอีก

ซึ่งเราพบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ว่า 1 เดือนที่ผ่านมา มีความหย่อนยาน หละหลวม การไม่รักษาวินัย ไม่เคร่งครัดในมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของหลายกิจการ หลายสถานที่ 

มีการนำแรงงานต่างชาติ เข้ามาทำงานในประเทศ โดยมีการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย จำนวนมาก ทั้งที่ถูกจับได้ และ จับไม่ได้ หลุดรอดเข้ามาในประเทศไทย ส่งผลให้บางจังหวัดมีการแพร่ระบาดต่อเนื่องไปอีก ทั้งที่มีการฉีดวัคซีน ภาคประชาชนให้ความร่วมมือในการดำเนินมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐแนะนำ 

ต้องออกมาย้ำกันบ่อยๆ ว่า วัคซีน ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดในการป้องกันไวรัสสุดแสบ ตัวนี้
 
การใช้มาตรการ กินร้อน ช้อนกู สวมหน้ากากอนามัย รักษาระยะห่างทางสังคม และการไม่ไปรวมกลุ่มทำกิจกรรมสุ่มเสี่ยง ทั้งหมดนี้คือมาตรการที่สำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตในอนาคต 
 
เพราะเราทราบกันดีว่า เชื้อโรคที่เรียกว่า ไวรัส นั้นยังไม่มีวัคซีน หรือ ยา ตัวใดไปฆ่าได้โดยตรง ซึ่งต่างจากเชื้อแบตทีเรีย ที่สามารถผลิตยาออกมาจัดการได้
 
บางคนที่เปิดร้านขายอาหาร ก็ปล่อยปละละเลยลูกจ้างต่างชาติ ที่มาทำงานในประเทศไทย โดยไม่ยอมสวมใส่หน้ากากอนามัย ตลอดเวลา ที่ ปรุงอาหาร ชงน้ำ หรือเสริฟอาหาร ให้แก่ลูกค้า โดยอ้างว่าหายใจไม่ออก คันหน้าคันตา เลยไม่ยอมใส่หน้ากากอนามัย 
 
หรือแม้กระทั่งร้านที่มีการขายอาหาร ก็แอบขายเหล้า ขายเบียร์ ขายไวน์ เกินเวลา ที่ทางรัฐบาล ได้กำหนดเวลาเอาไว้คือ 21.00 น. โดยการให้ลูกค้าสั่งเหล้า เบียร์ ไวน์ เอาไว้ก่อน จากนั้นก็ ปิดบิล แล้วปล่อยลูกค้านั่งดื่มกิน สรวนเส เฮฮา กันต่อจนเวลาเที่ยงคืน ตีหนึ่ง เป็นต้น 

ทำเหมือนว่า บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีอะไร้กิดขึ้น ชีวิตแบบเดิม ๆ กำลังกลับมา

ทำนองเดียวกับที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ออกมาแฉข้อมูลว่า สถานประกอบการในกรุงเทพมหานครที่ได้รับมาตรฐาน SHA Plus+ มีจำนวน 1,679 แห่ง แบ่งเป็น ภัตตาคาร ร้านอาหาร 584 แห่ง โรงแรมอีก 500 กว่าแห่ง นอกนั้นเป็นสถานที่นันทนาการ สถานที่ท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยว ส่วนสถานประกอบการที่ได้มาตรฐาน SHA จำนวน 9,370 แห่ง
 
ต่อมาทางกรุงเทพมหานครรายงานว่าได้
 
ตรวจสถานประกอบการไปทั้งหมด 15,840 แห่ง
จำนวนที่ตรวจ 10,161 ครั้ง ฺ
ดำเนินคดี 6 ราย
สั่งปิด 1 ราย
 
ส่วนผลการตรวจเฉพาะร้านอาหารพบว่า
มี SHA จำนวน 2,609 แห่ง
ไม่มี SHA จำนวน 5,455 แห่ง และมี
ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1,892 แห่ง
ไม่มีขาย 6,172 แห่ง
มีการตักเตือนร้านอาหารที่เปิดให้ดื่มสุรา แต่ไม่มี SHA 172 แห่ง เรียกได้ว่ามาตรฐานไม่ถึง แต่แอบขายสุรา
 
เป็นสถิติ ตัวเลขที่น่าเชื่อถือ หรือไม่ ก็เป็นข้อคลางแคลงสงสัย มีพฤติกรรมอะไรที่คล้ายกับเป็น วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง หรือไม่ ? ไม่มีใครทราบได้ ?
 
ตราบใดที่มนุษย์ ยังมีกิเลศ มีความต้องการอยากเที่ยว อยากดื่ม อยากกิน
 
ขณะที่ สถานประกอบการ ก็ต้องการจะได้ตัวเลขผลประกอบการ และเงินกำไร จนไม่สนใจอะไรที่จะเกิดขึ้นตามมา ทั้งต่อตัวเอง ส่วนรวม และประเทศชาติ   ทั้งที่ก็ทราบผลกรรมที่จะตามมา ว่า จะประสบความยากลำบากเหมือนที่ผ่านมา เกือบ 2 ปีเต็ม
 
แต่ถึงอย่างไรทุกคนทุกฝ่าย ควรจะเห็นแก่ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ เป็นประเด็นที่ควรคิดคำนึงถึงให้มาก เพราะเมื่อเกิดการแพร่ระบาดอีกระลอกขึ้นมา ก็ต้องเจ็บปวดกันอีก รัฐต้องไปเป็นหนี้ เพื่อนำงบประมาณมาแก้ไขปัญหา แทนที่ผู้ประกอบการจะรู้จัก อดเปรี้ยว ไว้กินหวาน กลับกลายเป็นจะไม่ได้กินอะไรเลย