สยามโพสต์ siampost


"ภูมิใจไทย”ลุยงานมากกว่าพูด บัตร 2 ใบ” พรรคใหญ่อาจเหลว?

Blog Single
 
.
ประเมินฉากเลือกตั้งครั้งหน้า ระบบ “บัตร 2 ใบ” พรรคใหญ่ได้ประโยชน์แต่อาจแห้ว เหตุแย่งชามข้าว-จ้องล้มล้างสถาบันฯ “ภูมิใจไทย” ขึ้นหม้อ เพราะทำการเมือง “สร้างสรรค์” ถูกใจประชาชน
.
เป็นอันว่าปี่กลองการเมืองเริ่มโหมระรัวรอบใหม่อีกครั้ง พลันที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ถูกโปรดเกล้าฯ และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา โดยมีสาระสำคัญคือ การแก้ไข “ระบบเลือกตั้ง” แบบใหม่ กลับมาใช้ “บัตร 2 ใบ” คือ “เลือกคน-เลือกพรรค” อย่างละใบ รวมถึงการคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แบบใหม่ เช่นรธน.ปี50
.
ขณะที่หน่วยงานเกี่ยวข้องทั้ง กกต. และพรรคการเมืองต่าง ๆ เร่งผลักดัน “ร่างกฎหมายลูก” การเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนนำเข้าสู่การประชุมรัฐสภาดำเนินการ ไทม์ไลน์ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 จะใช้เวลาประมาณ 180 วัน เพื่อร่างให้แล้วเสร็จ 
.
โดยระหว่างนี้ “นายกฯบิ๊กตู่” นั่งยัน-นอนยันแล้วว่า “ไม่มียุบสภา” แน่นอน นั่นจะทำให้การเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน มี.ค. 2566 หรืออีกราวปีเศษข้างหน้า
.
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก้ไขระบบการเลือกตั้งใหม่ใช้ “บัตร 2 ใบ” ส่งผลประโยชน์อย่างมหาศาลให้แก่ “พรรคใหญ่” และอาจทำ “พรรคจิ๋ว” ต้องสูญพันธุ์ทางการเมือง 
.
โดย “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต. คำนวณสัดส่วน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยยึดฐานคะแนนการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ว่า พรรคใหญ่ เช่น พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐ จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น ส่วนพรรคขนาดกลาง เช่น พรรคอนาคตใหม่ (ปัจจุบันแปลงร่างเป็นพรรคก้าวไกล) จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อลดลง ส่วน “พรรคเล็ก” 12 พรรคที่ได้ ส.ส.อย่างละ 1 คน จะไม่มี ส.ส.อีกต่อไป?
.
นั่นจึงทำให้บรรดา “พรรคใหญ่” เร่งส่ง ส.ส.ลงพื้นที่ ทำคะแนน “หาเสียง” กลาย ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือพรรคพลังประชารัฐ หรือแม้แต่พรรคก้าวไกลก็ตาม ขณะที่ “พรรคจิ๋ว” สบช่องใช้ “ไพบูลย์โมเดล” ยุบพรรคตัวเอง เพื่อไป “รวมตัว” กับพรรคใหญ่ ยกตัวอย่าง พรรคประชาธรรมไทย “พิเชษฐ สถิรชวาล” อดีตนักการเมืองดัง และอดีตหัวหน้าพรรค ดำเนินการยุบพรรค และแจ้งกับ กกต. ไปแล้ว โดยเตรียมย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ
.
ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น พรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือพรรคเพื่อไทย แกนนำหลักฝ่ายค้าน ต่าง “เล่นการเมือง” โดย “ข้ามหัว” ประชาชนมาโดยตลอด เช่น พรรคพลังประชารัฐกำลัง “ชามข้าวร้าวหนัก” แย่งชิงอำนาจกันเอง จนมีข่าวว่า “นายกฯบิ๊กตู่” เตรียมไปตั้ง “พรรคอะไหล่” อย่าง “ไทยสร้างสรรค์” 
.
หรือพรรคเพื่อไทยที่ “กลุ่มแคร์” ชิงอำนาจนำกับ “ก๊วน ส.ส.อีสาน-เหนือ” ผลัดกันเลีย “นายใหญ่ดูไบ” เป็นต้น แถมยังไม่ได้ใจคนรุ่นใหม่ เพราะสู้ไปกราบไป อย่างเช่นปมมาตรา112 ที่ไม่กล้าฝ่าไฟแดง  สำทับด้วย ทักษิณ บอกกฎหมายไม่มีปัญหา 
.
ส่วนพรรคก้าวไกล ที่พยายามเหลือเกินจะ “ก้าวข้ามทักษิณ” ดึงดูดใจคนเสื้อแดง หวังปักธงภาคอีสาน ทว่าหนีไม่พ้นข้อครหาหนุน “ม็อบ 3 นิ้ว” ที่มีลักษณะการก่อความรุนแรง และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดว่า เป็นการเคลื่อนไหวแบบ “ล้มล้างการปกครอง” รวมถึงอาจเข้าข่ายหมิ่นเหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย?
.
นั่นจึงทำให้ชื่อของ “พรรคขนาดกลาง” ที่เหลือ เช่น พรรคภูมิใจไทย ถูกพูดถึงอย่างหนาหู และ “บารมีเริ่มเบ่งบาน” มากขึ้น 
.
โดยเฉพาะ “ค่ายน้ำเงิน” อย่าง “ภูมิใจไทย” ที่ราศีเริ่มจับอย่างมาก มีนักการเมือง-อดีต ส.ส.-ส.ส.ปัจจุบัน ทยอย “พลิกขั้ว” ย้ายมาสังกัดมากที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะ “เชื่อมั่น” ในนโยบาย รวมถึงตัวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ที่จะฝ่าฝันในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ ที่เน้นการทำงานเพื่อปากท้องประชาชนและ ยึดหลักปรองดอง ไม่เป็นศัตรูกับใคร
.
ที่สำคัญนโยบายหลายอย่างของ “ภูมิใจไทย” ถูกนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงหลายครั้ง รวมถึงฝีไม้ลายมือของ “หมอหนู” ในเรื่องการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ในการหาวัคซีนได้ตามเป้าหมาย  รวมถึงกลุ่มแพทย์ และ อสม. ที่ “หมอหนู” ไม่เคยทอดทิ้ง ซัพพอร์ตทุกเรื่อง รวมถึงสวัสดิการต่างๆ
.
ขณะที่ “เสี่ยโอ๋” คือ “ตัวชน” ความไม่ชอบมาพากลในเรื่องปัญหาโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว มาโดยตลอดรวมทั้ง ยังช่วยให้ไม่ต้องเสียค่าโง่โฮปเวลล์  เซฟงบชาติ2.4 หมื่นล้าน ,ไม่นับผลักดันนโยบายหาเสียงของพรรค เช่น เรียกรถผ่านแอปถูกกฎหมายเป็นผลสำเร็จ 
.
อย่างไรก็ตาม แม้บัตรเลือกตั้ง2ใบจะไม่เอื้อให้พรรคภูมิใจไทย  แต่คนทำงานในพรรคนี้ก็ไม่สนใจ 
 
สะท้อนผ่าน หัวหน้าอนุทิน  โดยกล่าวว่าพรรคภูมิใจไทยต้องปรับตัวให้ทันทุกอย่าง ที่บอกว่าบัตรเลือกตั้ง 2 ใบอาจทำให้พรรคใหญ่ได้เสียงแบบแลนด์สไลด์จัดตั้งรัฐบาลได้ แลนสไลด์แบบถูลู่ถูกังก็มีเยอะไป ไม่มีปัญหา เราเน้นผลงาน นโยบาย เข้าถึงประชาชน เป็นเรื่องดีที่มีการแข่งขันกันมาก ทุกพรรคต้องไปคิดนโยบายที่โดนใจประชาชนตนพูดไม่ค่อยเก่งแต่ทำงานได้เยอะ จะได้ ส.ส.เพิ่มมากน้อยอยู่ที่นโยบายและผลงาน เราพูดอะไรไว้ก็ต้องทำ 
.
เช่นเดียวกับ นายศักดิ์สยาม  ในฐานะแม่บ้านพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ภท.จะใบไหนก็ได้ อยู่ที่ประชาชน ทุกพรรคถ้าทำงานให้ประชาชนเห็น เขาก็ตัดสินใจได้ 
.
เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งถัดไป ชาวบ้านแทบไม่สนใจแล้วว่าจะเป็น “บัตรกี่ใบ” เพราะสุดท้ายจะเลือกพรรคที่ “ทำงานสร้างสรรค์” และเป็นประโยชน์กับประชาชน 
.
ส่วนพรรคที่ยัง “แย่งชามข้าว” หรือ “จ้องล้มล้างสถาบันฯ”  หรือ สู้ไปกราบไป อาจต้อง “สูญพันธุ์” ตามรอย “พรรคจิ๋ว” ไปอย่างแน่แท้
///