สยามโพสต์ siampost


ลบคำสบประมาท

Blog Single
จากที่ลุ้นระทึกว่าไทย จะฉีดวัคซีนโควิด 19 ไปไม่ถึงเป้า 100 ล้านโดส ในปี 2564 กลายเป็นว่ากระทรวงสาธารณสุข วางเป้าใหม่ ปีนี้ ไทยมีลุ้นฉีดได้ถึง 120 ล้านโดส เรียกว่าสถานการณ์พลิกผัน จากหน้ามือ เป็นหลังมือ จากลบ กลายเป็นบวก ภายในระยะเวลาเพียง 2-3 เดือน 

คนที่หายใจโล่งกว่าใครคือรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งก่อนหน้านี้คิ้วขมวดแทบชนกัน เพราะมีปัญหามาให้ต้องแก้ไขกันแบบ 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลาที่แสนสาหัสอย่างยิ่ง เป็นช่วงเวลาพิสูจน์ความอึดของคนทำงาน กว่าจะผ่านมาได้ ก็สะบักสะบอมไม่น้อย
 
โดยเฉพาะแรงกระแทกจากโลกออนไลน์ ที่จัดเต็ม จัดหนัก และมาพร้อมกับคำสบประมาทที่นายอนุทิน ต้องปวดขมับ
 
โดยเฉพาะกับการตราหน้าว่านายอนุทิน กำลังพาระบบสาธารณสุขไทยล่มสลาย..???...   

สำหรับนายอนุทิน ที่ผ่านมา ทำงานอย่างเต็มที่  แต่ก็ถูกแรงเสียดทานหนัก เมื่อช่วงเกิด ช่วงเกิดการระบาดรอบกลางปี 2564   หรือนับตั้งแต่เดือนเมษายน เป็นต้นไป หลังจากการเข้ามาของโควิด 19 สายพันธุ์เดลต้า ที่สร้างปัญหาใหญ่ไปทั่วโลก
 
กับประเทศไทยเอง ช่วงเวลานั้น สับสนอลหม่าน ระบบการบริหารจัดการดูสับสนวุ่นวาย ยิ่งเมื่อศูนย์กลางการระบาดอยู่ในกรุงเทพมหานคร ที่มีรูปแบบการปกครองพิเศษ ที่กระทรวงสาธารณสุข มีอำนาจจำกัด
 
ขณะนั้น ยังไม่มีวัคซีนล็อตใหญ่เข้ามา เพราะตามแผน แอสตร้าเซเนก้า ที่เป็นวัคซีนแห่งความหวังจะเริ่มทยอยเข้ามาเดือนมิถุนายน ..!! 
 
นายอนุทิน ใช้อำนาจ ที่พอมีในพื้นที่เมืองหลวงตั้งศูนย์แรกรับที่อาคารนิมิบุตร ไปจนถึงสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 5 พันเตียงอย่างโรงพยาบาลบุษราคัม ไว้ช่วย กทม.คลี่คลายสถานการณ์ ..!!

กับเรื่องวัคซีน กระทรวงสาธารณสุข ไม่รอวัคซีนจาก แอสตร้าเซนเนก้า ทว่า ได้ระดมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พยายามหาทางออก บทสรุป ที่การนำเข้าวัคซีนซิโนแวคจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้ามาก่อน เพื่อฉีดให้กับบุคลากรด่านหน้า และกลุ่มเสี่ยง
 
หลังจากนั้น เมื่อประเทศไทย ได้ วัคซีนแอสตร้าเซนเนกา อัตราการฉีดวัคซีนต่อวันจึงขยับขึ้น
 
แต่...เพื่อให้เมืองหลวง ซึ่งเป็นเซ็นเตอร์ของการระบาดได้รับวัคซีนเร็วที่สุด
 
นายอนุทิน กระทรวงสาธารณสุข ได้ จับมือ กับ กระทรวงคมนาคม ตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนขึ้นมา ที่ "สถานีกลางบางซื่อ" ขึ้นมา เพื่อกระจายการให้บริการฉีดวัคซีนได้เร็วที่สุด...
 
ขณะที่บทเรียนต่างๆ จาก กทม.ได้กลายเป็นตำราให้ทุกจังหวัดปรับใช้ 

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสายพันธุ์เดลต้าแพร่กระจายเร็วมาก และเพื่อให้วัคซีน สร้างภูมิได้มาก และเร็วทันกับการระบาด
 
ทีมวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัย รวมไปถึง คณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงสาธารณสุข จึงคิดค้นสูตรไขว้ S+A หรือฉีดเข็มแรกด้วยซิโนแวค และฉีดเข็ม 2 ด้วยแอสตร้าเซนเนก้า ที่สามารถสร้างภูมิได้สูง ในระยะเวลาเพียง 4-6 สัปดาห์ ซึ่งเร็วขึ้นกว่าสูตร 2 AZ และ ได้ภูมิคุ้มกันสูงกว่า 2SV 

สูตรนี้คือไม้เด็ด ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์ขาดแคลนวัคซีนไปได้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เริ่มมีการให้บริการวัคซีนสูตร S+A นายอนุทิน และคณะนักวิชาการ ถูก วิพากษ์วิจารณ์ ไม่น้อย ว่า
 
เป็นการแก้ปัญหาแบบมั่วซั่ว 
 
ไม่มีหลักวิชาการรองรับ
 
ลามไปจนถึงการย้อนกลับไปทำลายความน่าเชื่อถือของวัคซีนบางตัว
 
ถึงขั้นท้าให้นักวิชาการบางคนไปฉีดวัคซีนบางยี่ห้อให้รอบสะดือ ขณะที่สายไซเบอร์บูลลี ไปแก้ไขประวัติ หมอบางท่าน ให้เป็นเซลขายวัคซีนยี่ห้อหนึ่ง จนต้องมีการเอาผิดทางกฎหมาย
 
เรียกว่า ด้อยค่าวัคซีน ยัน นักวิชาการ จนข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุข ต้องออกมาแสดงท่าทีปกป้องบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ กันจ้าละหวั่น 

แต่นั่นก็เป็นเรื่องในโลกออนไลน์ ... !!
 
ขณะที่ในความเป็นจริง กระทรวงสาธารณสุข และนายอนุทิน ที่โดนด่าเช้าเย็นนี่เอง ที่อยู่เบื้องหน้า และ เบื้องหลัง การวางระบบรักษาพยาบาล จนทำให้ประเทศไทย มีอัตราการสุญเสียต่อยอดติดเชื้อที่ 1% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกพุ่งไป 2%
 
และแน่นอนว่า แม้ขณะนั้น ยอดการติดเชื้อจะยังไม่ลดลง แต่ยอดการฉีดวัคซีน กลับพุ่งสูงขึ้น จนถึงขั้นที่ในเดือนตุลาคม อัตราเร่งในการให้บริการวัคซีนของ "ประเทศไทยติด TOP10 ของโลก"
 
โดยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีปรากฏว่า ประเทศไทยได้เริ่มนำเข้า วัคซีนไฟเซอร์ เข้ามาเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพ และเมื่อรวมยอดการสั่งซื้อที่บรรลุสัญญาแล้ว พบว่าเบื้องต้น ประเทศไทยจะมีวัคซีนถึงกว่า 210 ล้านโดส เรียกว่า เตรียมพร้อมสำหรับการ "ฉีดบูสเตอร์" ไปจนถึงฉีดให้ชาวต่างชาติ ที่พำนัก อยู่ในประเทศไทยด้วย
 
ขณะที่เด็ก อายุระหว่าง 12-18 ปี ที่ก่อนหน้านี้ อยู่นอกเกณฑ์ การให้บริการ ก็ได้รับจัดสรร เมื่อทาง อย. รับรองสรรพคุณของไฟเซอร์ ว่าสามารถฉีดในเด็กเกณฑ์อายุดังกล่าวได้ อัตราการฉีดวัคซีนของไทย อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ถึงขั้นที่พลเอกประยุท์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มีความเชื่อมั่น และนำไปสู่การเปิดเมือง 

ระยะหลัง เสียงดูแคลน ระบบสาธารณสุขไทย เบาลง แต่เสียงชื่นชมกลับดังขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์การผสมสูตรวัคซีนของไทย ที่พาให้คนทั้งชาติ ก้าวผ่านวิกฤติไปได้
 
ล่าสุด รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ว่า

“นับว่ากลยุทธ์วัคซีนสูตรไขว้ของบ้านเรา ทั้งใน 2 เข็มแรก และเข็ม 3 เพื่อกระตุ้น เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลดี ช่วยให้เกิดการกระตุ้นภูมิได้อย่างน้อยเท่ากับหรือดีกว่าการฉีดตามสูตรปกติ ที่สำคัญทำให้การบริหารจัดการวัคซีนให้เพียงพอใช้งานในแต่ละช่วงเวลาทำได้สะดวกมากขึ้น"

ถึงบัดนี้น่าจะช่วยลบคำปรามาสของทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเชิงวิชาการ และฝ่ายที่หยิบยกประเด็นไปใช้โจมตีทางการเมือง แนวคิด “Mix & Match” นี้ได้รับการพิสูจน์ทราบและยอมรับกันแพร่หลายมากขึ้นในนานาประเทศ แม้จะยังไม่ทราบกลไกที่แน่นอน

ระบบสาธารณสุขไทย กำลังค่อยๆ กลับมายืนผงาดได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากวิกฤติได้ผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว จากความมุ่งมั่น ทุ่มเทของชาวกระทรวงสาธารณสุข รวมไปถึงคนไทยทุกคน ขณะที่นายอนุทิน ที่เคยถูกปรามาสว่าเป็นคนที่เข้ามาทำลายระบบสาธารณสุขไทยให้ย่อยยับ  ก็ได้โอกาสนี้ ค่อยๆ ลบคำสบประมาท จากบางคน บางฝ่าย และพิสูจน์ให้เห็นความสามารถในการทำงาน ดังสุภาษิตที่ว่า "ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน" อย่างไรก็ตาม สำหรับ "นายอนุทิน" แม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่ทุกครั้งที่นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์นักข่าว เขาก็มักจะพูดเสมอว่า "ต้องเตรียมการไว้ก่อน ประมาทไม่ได้"  นี่แหละ "ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน"