สยามโพสต์ siampost


เปิดไทม์ไลน์ใหม่ "ลุงตู่" ยุบสภา อาจจะลากไปยาว ๆ หลังเป็นเจ้าภาพประชุม เอเปค

Blog Single

ไทม์ไลน์ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะดำรงสถานภาพ นานแค่ไหน คือคำถามที่คน ชอบ และไม่ชอบ รัฐบาลต่างตั้งวงสนทนาวืเคราะห์แลกเปลี่ยนกัน

แม้จะมีความพยายามนำไทม์ไลน์เงื่อนไขกฎหมาย ที่มีการเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งมาเป็นแกนหลักแห่งการสนทนา ก็ไม่มีกฎหมายใดไปบังคับรัฐบาลได้ ว่า กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ เสร็จแล้วต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ในทันที ?

เป็นเพียงแค่การคาดการณ์ว่า เมื่อกฎหมายลูกต่าง ๆ แล้วเสร็จ รัฐบาลจะถูกแรงกดดันจากประชาชน ที่อยากใช้กติกาใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องน่านำมาพิจารณา

ทั้งนี้คาดว่า การแก้ไขกฎหมายจะใช้กระบวนการประมาณ 6-9  เดือน  เป็นอย่างน้อย เพื่อหลังจากมีการประกาศราชกิจจานุเบกษา โปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่1รองรับการเลือกตั้งในครั้งหน้า ด้วยบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หีบบัตรเลือกตั้งจะมี[บัตร 2 ใบ เช่นกัน รวมไปถึงการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ที่จะมี ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้ง เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงเรื่องการคัดตัวผู้สมัคร ที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบ ไพรมารีโหวต มาอยู่ในส่วนของสาขาพรรคประจำจังหวัด ไม่ต้องไปทำในทุกเขตเลือกตั้ง เป็นต้น

ซึ่งคาดการณ์ว่าประมาณ “ครึ่งปี 2565”จะเป็นช่วงเวลาที่น่าจะใกล้เคียงที่สุด ?????

แต่....สมการการเมืองขณะนี้ กลับมีการมองไปว่า "พล.อ.ประยุทธ์" ต้องการ "อยู่ยาวกว่า" นั้น อาจจะลากยาวไปถึงปลายปี 2565 หรือ ต้นปี 2566  เพื่อ

1.ขอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก หรือ เอเปค ก่อนนั่นเอง

2.การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 น่าจะมีตัวเลขเป็นบวก ที่ประชาชนจะได้ให้เห็นผลงานแบ่งบานเต็มที่ในช่วง ไตรมาศสุดท้ายของปี 2565 นั่นเอง

เป็นข้อสันนิฐาน ที่น่าจะมีน้ำหนักไม่น้อย

เพราะทีมงานโฆษกรัฐบาล พยายามโปรโมทมาตลอดเวลา ว่า ประเทศไทยได้รับมอบการดำรงตำแหน่งเจ้าภาพเอเปคในปี 2565 และจะปฏิบัติหน้าที่ตลอด 1 ปี ต่อจากนี้ ..... เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะเปิดตัว และขับเคลื่อนการฟื้นประเทศจากโควิดไปสู่อนาคต และแสดงความพร้อมในการต้อนรับชาวต่างชาติ ตั้งแต่ระดับผู้นำ นักธุรกิจระดับสูง สื่อชั้นนำ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่จะเดินทางมาประเทศไทยตลอดปีหน้า

เอเปค เป็นเวทีส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ไทยเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ประกอบด้วยเขตเศรษฐกิจชั้นนำถึง 21 เขตเศรษฐกิจ มี GDP รวมกันทั้งสิ้นกว่า 53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,700 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าการค้ารวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของการค้าโลก

มีการประชุมอื่น ๆ กว่าร้อยการประชุมในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ตลอดปีหน้า โดยการประชุมย่อย ๆ เหล่านี้จะเริ่มนัดแรกเลย คือที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 1-3 ธันวาคม 2564 อาทิการจัดการประชุมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการค้าใน 2 ระดับ

1. ระดับรัฐมนตรี   ได้แก่   1.การประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (Ministers Responsible for Trade Meeting: MRT) ในเดือน พ.ค. ปี 2565 ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยในการผลักดัน และขับเคลื่อนความร่วมมือเอเปคในเรื่องที่สำคัญ เช่น  การฟื้นฟูเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกหลังยุคโควิด-19   การจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) เอเชีย-แปซิฟิก ในบริบทการค้ายุคใหม่  และการผลักดันให้ผู้ประกอบการ และ SME ให้ความสำคัญกับหลักการ BCG (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) ในการประกอบธุรกิจ เป็นต้น
 2. ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และเจ้าหน้าที่เทคนิค เช่น   การประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการค้าและ การลงทุน (Committee on Trade and Investment: CTI) ซึ่งเป็นเวทีการหารือเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และ แนวปฏิบัติที่ดีของสมาชิกเอเปค  ในเรื่องการขยายการค้าการลงทุน   ลดอุปสรรคทางการค้า และอํานวยความสะดวกทางการค้า การลงทุนในภูมิภาค

เงินจะสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ กับการเป็นเจ้าภาพ การประชุมเอเปค เป็น “บิ๊ก-อีเวนท์” ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว

ใครที่เคยคิดว่า "ลุงตู่" จะตัดสินใจอยู่สั้นๆ คงต้องกลับไปคิดใหม่ ไม่เช่นนั้น น่าจะเจะวิเคราะห์ผิดไปเลยทีเดียว หาก "ลุงตู่" เลือกอยู่ยาว  ๆ ไปจนหลังประชุมเอเปค ในช่วงปลายปี 2565 จบลง

"ลุงตู่"  แม้ไม่ใช้นักการเมืองที่คร่ำหวอด แต่รับประกันได้ว่าไม่มีใจป๊อด เหมือนอดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่รีบชิงยุบสภา แบบไม่มีปี ไม่มีขลุ่ย

การยุบสภา ทีมงาน ลุงตู่  ต้อง คำนวณ แล้วว่า การยุบสภาในวันที่ได้แต้ม ประชาชน มีกิน มีใช้ มีงานทำ จากการเปิดประเทศ เมื่อเห็นผลแล้ว จะเป็นโอกาสอันดีที่สุด ที่จะได้เปรียบในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า เหนือพรรคคู่แข่งทางการเมือง