สยามโพสต์ siampost


เบื้องหลัง มหาดไทย เบรกรถไฟฟ้าสายสีเขียว เข้าครม.

Blog Single

เปิดเบื้องหลัง สายสีเขียว ติดเบรก ทิ่มหัวคะมำ  ทำไม มท.1 ยอมถอนวาระก่อนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ด้วยตัวเอง ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่ทำเรื่องเสนอต่อ ครม. มีหลายคำถามคาใจว่าทำไมต้องประเคนผลประโยชน์หลายหมื่น หลายแสนล้าน ไปให้ "เจ้าสัวรถไฟฟ้า"  ด้วยการต่อสัญญาสัมปทานไปอีกหลายสิบปี โดยไม่ต้องมีการประมูล ขณะที่ เอกสารลับ ของ กระทรวงคมนาคม ส่งตรงเข้าประกบวาระร้อนฉ่า  4 ข้อนี้ ใช่หรือไม่ ที่ทิ่มแทงตัดขั้วหัวใจ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจน "เจ้ากระทรวงคลองหลอด" ต้องรีบโยนเผือกร้อน ปัดให้พ้นมือไปก่อน 

ภายหลังการประชุมครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีครม.ไม่พิจารณาต่ออายุสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ว่า มีรายละเอียดไม่เรียบร้อยเล็กน้อยแต่ไม่ยุ่งยากอะไร เป็นเรื่องที่กระทรวงคมนาคม ทักท้วงมา .. แล้วกระทรวงมหาดไทยเพิ่งเห็นเมื่อคืนวันที่ 18 ต.ค. ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจำเป็นต้องตอบตรงนี้ก่อน แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นข้อทักท้วง

ไม่ใช่การดึงออก เพียงแต่เมื่อถึงวาระดังกล่าว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้ขอถอนออกไปเพื่อทำความเห็นเข้ามาใหม่ ส่วนจะเข้าครม.อีกครั้งในครั้งหหน้าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย"

เป็นคำตอกย้ำว่า กระทรวงมหาดไทย เองก้อทราบดีว่าเรื่องนี้มีจุดอ่อน ที่ต้องไป "กำจัดจุดอ่อน" เสียก่อน 

ที่ผ่านมา มีความพยายามของกระทรวงมหาดไทย ในการนำนี้เข้่าสู่การพิจารณาของ ครม.ไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง และเรื่องนี้ก็มีอันต้องหัวทิ่มคะมำ แทบจะทุกครั้ง

ขณะที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีนี้เช่นกันว่า กระทรวงมหาดไทย ได้ขอถอนวาระการพิจารณาต่ออายุสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ออกจากการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่าน และมีรายงานข่าวระบุว่า มาจากการที่กระทรวงคมนาคม ไม่เห็นด้วย ว่า  เรื่องนี้ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ทางเลขาธิการ ครม.ได้แจ้งว่าทางกระทรวงมหาดไทยได้ขอนำวาระออกก่อน โดยยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องการขวางอะไรใคร แต่เป็นจุดยืนยืนที่กระทรวงคมนาคม ยืนยันไปก่อนหน้านี้ ที่ต้องดำเนินการเรื่องดังกล่าว ให้ถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย และถูกต้องตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีในอดีต ซึ่งควรจะต้องดำเนินการให้ครบถ้วน เพราะกรณีนี้เป็นการบริหารบริการสาธารณะซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชน หากมีผู้ร้องในอนาคตก็อาจจะเกิดความเสียหายได้

กระทรวงคมนาคมเห็นข้อมูลว่ามีบางเรื่องที่ยังต้องทำให้ครบถ้วนก่อน เช่น เรื่องการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2561 เรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในปี 2558 และล่าสุด BTS ได้ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร อยู่ หากกระดุมตั้งแต่เม็ดแรกผิดกระดุมเม็ดต่อไปก็จะผิดตามด้วย” นายศักดิ์สยาม กล่าว

ส่วนจะนัดหารือเรื่องนี้กับกรุงเทพมหานคร และกระทรวงมหาดไทย นั้น เรื่องนี้ได้มีการตั้งคณะทำงาน และโดยได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคมนาคม ดำเนินการหารือไปแล้ว

การที่ กระทรวงมหาดไทย เสนอบรรจุวาระ ขออนุมัติเห็นชอบร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ต่อ ครม.ที่จะต่อขยายสัญญาสัมปทานให้ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส อีก 30 ปี จากเดิมสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2572 ขยายต่อไปให้สิ้นสุดในปี 2602 โดยระบุว่า จะจัดเก็บตลอดสายที่ 65 บาท

ทั้งนี้การพิจารณาใน ครม.เมื่อ 13 ส.ค. 2563 ได้เคยมีการนำเรื่องดังกล่าว เสนอเข้าสู่การพิจารณาของครม.มาแล้ว แต่มีการถอนเรื่องจากการพิจารณาเช่นกัน โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  ได้สั่งการให้ ไปศึกษารายละเอียดเรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจน

โดยก่อน ครม.ได้ขอความเห็นประกอบการพิจารณาเรื่องนี้ จากกระทรวงคมนาคม ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม. หลายครั้งว่ากระทรวงคมนาคมยืนยันตามหลักการ 4 ประเด็นที่ประกอบด้วย

1.ประเด็นความครบถ้วนตามหลักการของ พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562

2.ประเด็นการคิดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้ใช้บริการ เพื่อส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อยมาใช้บริการ รวมทั้งรถไฟฟ้าสายสีเขียวสามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารสูงสุดได้ต่ำกว่า65บาท

3.ประเด็นการใช้สินทรัพย์ของรัฐที่ได้รับโอนจากเอกชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรพิจารณาให้เกิดความถ่องแท้ถึงการใช้สินทรัพย์

และ 4. ประเด็นข้อพิพาททางกฎหมาย ซึ่งเกิดจาก กทม.ได้ทำสัญญาจ้างบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เดินรถส่วนต่อขยายที่ 1 และ ส่วนต่อขยายที่ 2 ไปจนถึงปี 2585 และได้ไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.จึงควรรอผลการไต่สวนก่อน

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่กระทรวงคมนาคม ได้ตรวจสอบ ขั้นตอนกฎหมาย และสัญญาที่ กทม. ผูกพันไว้กับคู่สัญญาเดิม กระทรวงคมนาคม เห็นว่า

1.หาก กทม.จะขยายต่อสัญญาสัมปทาน ในช่วงที่ยังไม่มีกรรมสิทธิ์ถูกต้อง ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายทั้งช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต กระทรวงคมนาคมเห็นว่า ควรให้ กทม.ชำระหนี้สิน ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย ให้แก่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม.ก่อน เพื่อให้เป็นไปตามมติ ครม.และกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการจัดหาผู้ให้บริการในโครงข่ายสีเขียวส่วนต่อขยาย

2.หาก กทม.ไม่มีความประสงค์ให้บริการสายสีเขียวส่วนต่อขยายต่อไป ด้วยการไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อ 26 พ.ย.2561 กระทรวงคมนาคม เห็นว่า ควรให้เสนอครม.ทบทวนมติ ครม.เมื่อ 26 พ.ย.2561 และมอบหมายให้ รฟม.ดำเนินการตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

3.หากจะมีการต่อขยายสัญญาสัมปทาน บริษัทผู้ถือสัมปทานต้องแจ้งความประสงค์ไปยัง กทม.ในเวลาไม่มากกว่า 5 ปี และไม่น้อยกว่า 3 ปี ก่อนวันสิ้นสุดสัญญา และต้องได้รับการอนุมัติจาก ครม.ก่อน ซึ่งเหตุผลที่ต้องกำหนดให้หน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการทราบก่อน เนื่องจากต้องให้หน่วยงานที่กำกับต้องพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการร่วมทุน ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้ง เรื่องอัตราเงินเฟ้อ และดัชนีผู้บริโภค

4.กรณี กทม.มีภาระหนี้จากการว่าจ้างเอกชน ติดตั้งระบบเดินรถไฟฟ้าและว่าจ้างเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายทั้ง 2 ส่วน ที่ได้ดำเนินการ ในปี 2559 นั้น จึงต้องมีการตรวจสอบสัญญาว่ามีความชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่อีกด้วย

รวมความแล้วก็จะเห็นว่า การเสนอเรื่องเพื่อให้ครม.พิจารณา ต่ออายุสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่มีความพิลึกพิลั่น ความไม่โปร่งใส การขยายสัญญาสัมปทานออกไปอีกนับ สิบ ๆ ปี  โดยไม่มีการแข่งขันเสนอราคา ทำให้รัฐเสียประโยชน์ โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่แพงหูฉี่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศที่ควรจะมีราคาลดลง ตามข้อเสนอขององค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเคยเสนอ คือ 30 บาท เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ มิเช่นนั้นจะเป็นจุดสลบของพี่น้อง 3 ป. ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะในช่วง 9 เดือน ท้ายของรัฐบาลชุดนี้ มูลค่าที่เอกชนจะได้ไปนั้น มีการคำนวณกันคร่าว ๆ มหาศาลนับหมื่นๆล้าน เผลอ ๆ จะเป็นแสน ๆ ล้านกันเลยทีเดียว มันมีผลประโยชน์อะไรทับซ้อนอยู่หรือไม่ ในศาลาว่าการ กทม. และกระทรวงริมคลองหลอด...ต้องติดตาม

ที่สำคัญ เจ้ากระทรวงทหาดไทย ที่เสนอเรื่อง แล้วถอนเรื่องออกไปเอง หรือโดน ครม.ตีเรื่องกลับ "หน้าแหก" ไป ไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง ควรจะต้องพิจารณาตัวเองแล้วหรือไม่ ?