สยามโพสต์ siampost


นักวิชาการ ชีจุดเปลี่ยนเลือกตั้งครั้งหน้า ภูมิใจไทย มีโอกาส ..เข้าวิน!!!

Blog Single

สนามการเมืองที่เริ่มร้อนระอุขึ้นมาอีกรอบ หลังจากที่การเมืองเริ่มเข้าสู่ความปั่นป่วน เนื่องจากทุกพรรคการเมือง เตรียมการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพราะรู้ว่าสภาพของรัฐบาล โดยพิจารณาในแง่อายุของรัฐบาล และอายุของรัฐสภา นั้น ตกอยู่ในโหมด นับถอยหลังเตรียมการเลือกตั้งครั้งใหม่ กันอีกคำรบแล้ว

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ที่คร่ำหวอดในการวิเคราะห์ทางการเมือง หรือนำหลักการทางวิชาการมาจับ เริ่มที่จะเปิดมุมมองทางการเมือง ใหม่ ๆเป็นมุมมองที่น่าสนใจไม่น้อยที่เห็นว่าควรจะหยิบยกมาสำเหนียกรับฟังผู้รู้ ได้อรรถาธิบาย ว่าในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ที่เหลืออยู่ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม นั้น การเริ่มต้นนับก้าวเดินทางการเมือง ในก้าวแรกสู่สนามเลือกตั้งครั้งใหม่นั้นจะเป็นอย่างไร

นักวิชาการท่านแรก รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงสถานการณ์เข้าสู่สนามการเลือกตั้งในครั้งหน้า โดยระบุไปถึง พรรคภูมิใจไทย โดยชี้ว่า  ไม่ใช่พรรคที่มีจุดแข็งเรื่องอุดมการณ์ นี่คือพรรคที่เรียกว่าพรรคปฏิบัติการ หรือพรรคที่หาเสียง แล้วก็หาทางเข้าไปทำนโยบายตามที่หาเสียงไว้ เป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองนี้

การเลือกตั้งที่ผ่านมา ท่านเห็นอะไรในการหาเสียงของพรรค เวลาเขาหาเสียงเขาพูดแต่เรื่องนโยบายกัญชา ในการโฆษณาของพรรค ไม่บอกเลยนะว่าใครเป็นใคร ในกระดาษมีแต่รูปกัญชา ถ้าเลือกเขา นโยบายกัญชา ก็ขับเคลื่อนได้แน่นอน

“พรรคภูมิใจไทย พูดจริง ทำได้ ถ้าดูกันให้ดี นโยบายกัญชาของเขา มาถึงจุดนี้ มันก็ปลูกกันได้แล้วจริงๆ ถือว่าทำสำเร็จ ซึ่งเขาสามารถจะใช้เรื่องนี้ไปต่อยอด เป็นนโยบายกัญชาภาค 2 ก็ได้ เพราะ ตอนนี้ ก็ปลูกได้ ขายได้ กันแล้ว ต่อมา ก็อาจจะทำให้ปลูกง่ายขึ้น แต่รวมๆ แล้วคือ ทำนโยบายได้แล้ว ตรงนี้ คือจุดแข็งของเขา”รศ.สุขุม กล่าว 

ซึ่งกรณีของ “กัญชา” นั้น ต้องถือว่า พรรคภูมิใจไทย ได้นำนโยบายมาแปรไปสู่การปฏิบัติ นั่นคือนโยบาย “กัญชาทางการแพทย์” ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่สามารถทำได้ประสบผลสำเร็จ มีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ และมีการเปิดคลีนิคกัญชาทางการแพทย์ มีการแจกน้ำมันกัญชาสูตรของ อาจารย์เดชา ศิริภัทร เพื่อใช้รักษาโรคอย่างถูกกฎหมาย ผู้ป่วย ไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในการจะนำ "น้ำมันกัญชา" ไปใช้รักษาอาการป่วยในชีวิตประจำวัน

ยิ่งไปกว่านั้นคือการให้ประชาชนสามารถรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานของรัฐ เพื่อปลูกต้นกัญชา ได้อย่างแพร่หลายมากขึ้นในระดับหนึ่ง

มีการอนุญาติให้นำ ราก ลำต้น กิ่ง ใบ มาใช้ได้อย่างแพร่หลายมากขึ้น จนในปัจจุบันมีสินค้าทั้งอุปโภค บริโภค เริ่มเข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น อาหาร เครื่องดื่ม และในฐานะพืชสมุนไพร ตำรับยาโบราณ ถูกรื้อฟื้นขึ้นมา  

แต่จะยิ่งกลายเป็น "จุดพีค” และเป็นการต่อยอด ครั้งใหญ่ของนโยบายกัญชาเพื่อเศรษฐกิจฐานรากปากท้องประชาชน นั้นคือ การที่ “กัญชา” ไม่มีอยู่ใน ประมวลกฎหมายยาเสพติด อีกต่อไปแล้ว ซึ่งจะต้องมีกระบวนการในการดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายรองชั้นต่าง ๆ  อีกไม่นาน การปลูกพืชกัญชา จะยิ่งมีโอกาสแพร่หลายมากยิ่ง  ๆ ขึ้นไปอีก อีกไม่นานจะไปจนถึงขั้นปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือน ทะลุเป้าหมาย ที่ได้หาเสียงเอาไว้

ขณะที่นักวิชาการอีกท่าน  ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึง การเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมาปีพ.ศ.2562 พรรคภูมิใจไทย ประสบความสำเร็จ การเข้ามาของพรรคนี้ ถือว่ามาเงียบๆ... แต่ฟาดเรียบนะจ๊ะ... เป็นพรรคที่ปรับตัวได้ดีกับระบบเลือกตั้งตอนนั้น เพราะ ผู้สมัครระดับเขต ดีมาก หวังชนะได้เลย และเป็นพรรคที่มีจุดขายเรื่องนโยบาย

“นโยบายเขาน่าจดจำ ทั้งเรื่องกัญชา ทั้งเรื่องทำงานที่บ้าน แล้วได้ผู้แทนจำนวนมาก กลายเป็นตัวแปรสำคัญ ได้ดูแลกระทรวงสำคัญ และกลายเป็นตัวเด่นด้วย ทำงานมีเรตติ้ง พอเลือกตั้งครั้งหน้า ตรงนี้ มันจะเป็นผลบวก เพราะภาพการทำงานของรัฐมนตรีชัด เมื่อมาบวกกับตัวแข็งๆ ในพื้นที่ เป็นพรรคที่ประมาทไม่ได้”

ความเห็นทางวิชาการนี้ สอดคล้องกับการทำงานของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ที่มีจุดเด่นสำคัญ นโยบายหลายด้าน สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำได้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย Sharing Economy การนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาทำมาหากิน มาสร้างรายได้หลัก และรายได้เสริม อาทิ แอพพลิเคชั่นเรียกรถรับจ้างสาธารณะ  ที่พรรคภูมิใจไทย ประกาศว่าจะเข้ามาทำเรื่องนี้ และมีแรงต่อต้านจากผู้ประกอบอาชีพเดิม พอสมควร

แต่ด้วยการทำงานที่มุ่งมั่นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ปรากฎผลงานชัดเจน ขณะนี้กรมการขนส่งทางบก กำลังเปิดให้เจ้าของแอพพลิเคชั่น มาจดแจ้ง และจะเปิดให้ผู้ขับขี่รถยนต์รับต้างสาธารณะผ่านแอพพลิเคชั่น มา ลงทะเบียน สอบใบขับขี่สาธารณะในเดือนพฤศจิกายน 2564 สอดรับกับนโยบายเปิดประเทศ สามารถเป็นช่องทางสร้างงาน สร้างรายได้ หลังวิกฤติการณ์โควิด-19  ให้กับประชาชน

นอกจากนี้ในส่วนของการท่องเที่ยว ซึ่งมีนโยบายหาเสียง เช่นเดียวกันคือการนำทรัยพ์สินมาหารายได้ ผ่านระบบแอพพลิเคชั่น นั่นคือ โฮมสเตย์ ซึ่งมีข้อกำหนดเดิม มากมาย ไม่สอดรับให้ประชาชนทำได้อย่างกว้างขวาง จึงนำแนวคิดบริหารจัดการที่พักที่เรียกว่า “บี-สเตย์” หรือ “บุรีรัมย์ สเตย์” ในจังหวัดบุรีรัมย์ ช่วงการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ ชิงแชมป์โลก หรือ โมโตจีพี ที่สร้างความประทับใจ ความเป็นไทยไปทั่วโลก

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงมีการไปวางหลักเกณฑ์ใหม่ เป็นที่พักรูปแบบใหม่ที่เรียกกันว่า “โฮมลอดจ์” ซึ่งจะไม่ติดขัดข้อบังคับใด ๆ ใม่ยุ่งยาก แบบ โฮมสเตย์  สร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับคนในพื้นถิ่นที่มีบ้านพัก นำมาหารายได้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่จะมีการเปิดประเทศ ในช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป โดยคาดการณ์ว่าจะมีการขับเคลื่อนเต็มระบบไม่น้อยกว่า 1,500 โฮมลอดจ์ ทีเดียว

ดังนั้น ระยะเวลาที่เหลืออีก 9 เดือน ถึง 1 ปี ตามไทม์ไลน์ทางการเมือง ทั้งเรื่องการแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง ก็จะเป็นระยะเวลาที่พรรคภูมิใจไทย สามารถนำผลงานที่เป็นรูปธรรม ออกมาบอกกล่าวกับประชาชน ได้พอดิบพอดี  หากมองผ่านแนวคิด นักวิชาการ ทั้ง 2 ท่าน อาจจะถือได้ว่าเป็นคำพยากรณ์ทางการเมือง ในอนาคตที่จะเป็นจริง เป็นจัง ขึ้นมาได้ การเมือง กับการทำงาน ได้จริง  หรือ "พูดแล้วทำ"  นั่นเอง